จำนวนผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์รุนแรงทางการเมืองในเมียนมา นับตั้งแต่วันรัฐประหาร เมื่อ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา เพิ่มเป็นอย่างน้อย 134 ราย หลังผ่านพ้นการสลายชุมนุมนองเลือด ที่เขตอุตสาหกรรมในเมืองย่างกุ้ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 15 มี.ค. ว่า สื่อท้องถิ่นหลายแห่งของเมียนมารายงานไปในทางเดียวกันว่า การประท้วงต่อต้านรัฐบาลทหาร เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ถือเป็นวันนองเลือดที่สุด โดยมีผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการปราบปรามของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง รวมกันทั่วประเทศ “มากกว่า 39 ราย” ทำลายสถิติเมื่อวันที่ 3 มี.ค. ซึ่งข้อมูลของสหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตในวันนั้น “อย่างน้อย 38 ราย”
 
ทั้งนี้ จำนวนผู้เสียชีวิตสะสมจากความรุนแรงทางการเมืองในเมียนมา ที่เป็นผลสืบเนื่องจากการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา เพิ่มเป็นอย่างน้อย 134 ราย ได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก และมีผู้ถูกจับกุมอีกมากกว่า 2,000 คน

ขณะที่คณะมนตรีการปกครองแห่งรัฐ หรือรัฐบาลทหารเมียนมา ยังไม่มีความเห็นอย่างเป็นทางการต่อรายงานดังกล่าว ต่อมาสถานีโทรทัศน์แห่งชาติที่ตอนนี้อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จโดยกองทัพ ประกาศการขยายคำสั่งกฎอัยการศึกให้ครอบคลุมเพิ่มอีก 2 เขตในเมืองย่างกุ้ง ได้แก่ เขตหล่ายธาร์ยาร์ และชเวปยีธาร์ ซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรม โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตเฉพาะที่เขตชเวปยีธาร์อย่างน้อย 22 ราย หลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงยกกำลังเข้าควบคุมการเผาทำลายโรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปอย่างน้อย 4 แห่ง ซึ่งมีนักธุรกิจชาวจีนเป็นเจ้าของ
 
ด้านสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำเมืองย่างกุ้งออกแถลงการณ์ว่า มีพลเมืองจีน “หลายคน” ได้รับบาดเจ็บจากเหตุลอบวางเพลิงที่โรงงาน ในเขตหล่ายธาร์ยาร์ และเรียกร้องทางการเมียนมาให้ความคุ้มครองแก่ทรัพย์สินของจีน และชาวจีนซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศด้วย

อย่างไรก็ตาม สถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำเมียนมาเผยแพร่แถลงการณ์ของนายแดน ชักก์ เอกอัครราชทูต ประณามการใช้ความรุนแรงของทหารและตำรวจ ต่อ “กลุ่มผู้บริสุทธิ์” ในเขตหล่ายธาร์ยาร์ และตามพื้นที่อีกหลายแห่งในเมืองย่างกุ้ง พร้อมทั้งเรียกร้องรัฐบาลทหารเมียนมาคืนอำนาจ “ให้แก่ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 8 พ.ย. ปีที่แล้ว”